เลือกเหล็กรีดร้อนให้เหมาะกับงานของเรา
อัพเดทล่าสุด: 22 ต.ค. 2026
2 ผู้เข้าชม

สำหรับอาคารที่ใช้เหล็กเป็นพระเอกในโครงสร้างนั้น นิยมใช้เหล็กรูปพรรณรีดร้อนที่มีหน้าตัดรูปแบบต่างๆแตกต่างกันออกไป ซึ่งถูกแบ่งออกได้คือ
1. เอช-บีม (H-Beam)
ลักษณะ : หน้าตัดของเหล็กเอชนั้นจะเป็นรูปตัวเอช(H) โดยให้สังเกตว่าส่วนที่เป็นขาตัวเอช หรือที่เรียกว่า “ปีก” (Flanges) นอกจากจะมีความหนากว่าแกนตรงกลาง ที่เรียกว่า “เอว”(web) แล้ว “ปีก”ยังมีลักษณะตรงเรียบ ความหนาคงที่ สัดส่วนหน้าตัดจะมีทั้งที่เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสและผืนผ้า เหล็ก เอช-บีม นี้รับแรงได้ดี นิยมใช้เป็นโครงสร้างเสาและคาน เป็นหน้าตัดที่คนรู้จักคุ้นเคยเลือกใช้มากที่สุดชนิดหนึ่ง
การใช้งาน : นิยมนำมาใช้ส่วนโครงสร้างหลักของอาคาร เช่น ส่วนเสาและคาน ทั้งอาคารสาธารณะและบ้านพักอาศัย อาจใช้ประกอบเป็นส่วนของโครงถัก ทำอาคารที่ยื่นยาว(cantilever) ได้อีกด้วย
2. ไอ-บีม (I-Beam)
ลักษณะ : เหล็กไอ-บีมนั้น มีลักษณะคล้ายกับ เอช-บีม แต่จุดที่ต่างกันคือ “ปีก” (flanges) ซึ่งความลาดเอียงเข้าสู่แกนกลางหรือ “เอว” (web) โดยความหนาของปีกใกล้แกนกลางจะหนากว่าส่วนปลาย และปลายมีความโค้งมน บางแห่งอาจจะใช้ชื่อเรียกว่า S-Section
การใช้งาน : นิยมใช้เป็นโครงสร้างเหล็กของอาคารเช่นเดียวกันกับ H-Beam แต่ด้วยคุณสมบัติของปีกที่หนากว่า จึงนิยมใช้ไอ-บีมมาทำเป็นเครนในอาคารงานอุตสาหกรรม
3. เหล็กรางน้ำ (Channel)
ลักษณะ : หน้าตัดของเหล็กรางน้ำนั้น จะเป็นรูปตัวยู(U) หน้าตัดเหล็กจะมี “ปีก”หรือ Flange อยู่ที่ด้านบนและล่าง เพียงข้างใดข้างหนึ่ง ไม่ได้นำมาใช้กับโครงสร้างขนาดใหญ่มากนักเหมือนกับเหล็ก H-Beam และ I-Beam เนื่องจากมีจุดรับแรงที่ไม่ใช่จุดตรงกลาง จึงมีความเฉพาะตัวในการใช้งานที่ต่างออกไป อาจนำมาใช้เพื่อเสริมในส่วนโครงสร้างรองที่มีขนาดย่อมลงมาหน่อย ซึ่งจะทำให้อาคารดูมีรายละเอียดที่สวยงามลงตัวขึ้นสำหรับอาคารที่ต้องการโชว์โครงสร้าง
การใช้งาน : จุดรับแรงจะไม่ได้อยู่ตรงกลางเหมือนเหล็กที่มีหน้าตัดสมมาตร จึงมีการใช้งานเฉพาะจุด เช่น นิยมใช้ทำคานบันไดและแปหลังคา ซึ่งถ้าได้รับการออกแบบและคำนวณให้ได้มาตรฐาน เลือกใช้งานได้ถูกจุดจะช่วยลดต้นทุนและน้ำหนักของโครงสร้างได้ และยังได้อาคารที่มีโครงสร้างสวยงามลงตัวขึ้นอีกด้วย
4. เหล็กฉาก (Angle)
ลักษณะ : หน้าตัดของเหล็กฉากนั้นจะเป็นรูปฉากหรือตัวแอลที่มีขาเท่ากัน 2 ด้าน หรือ บางครั้งอาจเรียกเหล็ก L-shaped cross-section นิยมใช้เป็นโครงสร้างอาคารใช้งานในเชิงวิศวกรรม เช่น เสาส่งสัญญาณต่างๆ ในทางสถาปัตยกรรมอาจเลือกใช้เป็นตัวจบในโครงสร้างอาคารหรือคานตัวริม เพื่อความสวยงามและติดตั้งรับแรงได้ตรงจุด
การใช้งาน : ในงานวิศวกรรมนิยมใช้ทำเสาโครงสร้างขนาดใหญ่อย่างเสาไฟฟ้า และเสาส่งสัญญาณวิทยุ เป็นต้น
5. คัท-บีม (Cut-Beam)
ลักษณะ : หน้าตัดเป็นรูปตัว T บางทีเรียกว่า T-Beam ส่วนคำว่า คัท-บีม นั้นมีที่มาจาก กระบวนการผลิต โดยการนำ เอช-บีม มา “ตัด” ครึ่งตรงส่วนแกนกลางที่เรียกว่า “เอว”(web) ก็จะได้เหล็กที่มีหน้าตัดเฉพาะตัว เมื่อเลือกนำมาใช้งานในแนวทางของสถาปัตยกรรมจะได้เส้นสายที่สบายตากว่าเหล็กหน้าตัดอื่นๆ ในบางตำแหน่ง เพราะจะเห็นแค่ส่วนเอวเป็นเส้นเล็กๆ ตามแนวโครงสร้างของอาคาร
การใช้งาน : ในทางวิศวกรรมนิยมใช้ทำโครงถักของส่วนต่างๆ เช่น หลังคา หรือ ช่วงพาดยาว ในงานสถาปัตยกรรมนิยมใช้เป็นคานโครงสร้างรองรับพื้นอาคาร หรือสามารถนำมาใช้เป็นคานของส่วนยื่นที่ไม่ได้รับน้ำหนักมากก็ได้ เช่น กันสาดหน้าต่างขนาดเล็ก เป็นต้น
6. ชีทไพล์ (Sheet Pile)
ลักษณะ : เป็นเหล็กเข็มพืดรีดร้อนที่มีเขี้ยวอยู่ที่ปลายทั้งสองด้านซึ่งสามารถตอกสลับเพื่อเข้าเขี้ยวกันแล้วล็อคต่อกันไปเรื่อยๆได้ จึงเหมาะที่จะนำมาทำโครงสร้างในลักษณะกำแพงที่ต้องรับแรงมากๆ แต่มีเวลาและพื้นที่อย่างจำกัดเพราะชีทไพล์จะมีความแข็งแรงและมีความรวดเร็วในการก่อสร้างกว่าการสร้างแนวกำแพงแบบอื่นๆ
การใช้งาน : ชีทไพล์นิยมทำงานกำแพงดินและแนวป้องกันน้ำท่วม ทั้งแบบชั่วคราวและถาวร เพราะสามารถติดตั้งและถอดประกอบได้รวดเร็วกว่าวิธีอื่น สำหรับแนวกำแพงแบบถาวรนั้นควรพิจารณาในเรื่องของงานสีป้องกันสนิมที่มีคุณภาพสูงด้วย
ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก
Siam Yamoto Steel
1. เอช-บีม (H-Beam)
ลักษณะ : หน้าตัดของเหล็กเอชนั้นจะเป็นรูปตัวเอช(H) โดยให้สังเกตว่าส่วนที่เป็นขาตัวเอช หรือที่เรียกว่า “ปีก” (Flanges) นอกจากจะมีความหนากว่าแกนตรงกลาง ที่เรียกว่า “เอว”(web) แล้ว “ปีก”ยังมีลักษณะตรงเรียบ ความหนาคงที่ สัดส่วนหน้าตัดจะมีทั้งที่เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสและผืนผ้า เหล็ก เอช-บีม นี้รับแรงได้ดี นิยมใช้เป็นโครงสร้างเสาและคาน เป็นหน้าตัดที่คนรู้จักคุ้นเคยเลือกใช้มากที่สุดชนิดหนึ่ง
การใช้งาน : นิยมนำมาใช้ส่วนโครงสร้างหลักของอาคาร เช่น ส่วนเสาและคาน ทั้งอาคารสาธารณะและบ้านพักอาศัย อาจใช้ประกอบเป็นส่วนของโครงถัก ทำอาคารที่ยื่นยาว(cantilever) ได้อีกด้วย
2. ไอ-บีม (I-Beam)
ลักษณะ : เหล็กไอ-บีมนั้น มีลักษณะคล้ายกับ เอช-บีม แต่จุดที่ต่างกันคือ “ปีก” (flanges) ซึ่งความลาดเอียงเข้าสู่แกนกลางหรือ “เอว” (web) โดยความหนาของปีกใกล้แกนกลางจะหนากว่าส่วนปลาย และปลายมีความโค้งมน บางแห่งอาจจะใช้ชื่อเรียกว่า S-Section
การใช้งาน : นิยมใช้เป็นโครงสร้างเหล็กของอาคารเช่นเดียวกันกับ H-Beam แต่ด้วยคุณสมบัติของปีกที่หนากว่า จึงนิยมใช้ไอ-บีมมาทำเป็นเครนในอาคารงานอุตสาหกรรม
3. เหล็กรางน้ำ (Channel)
ลักษณะ : หน้าตัดของเหล็กรางน้ำนั้น จะเป็นรูปตัวยู(U) หน้าตัดเหล็กจะมี “ปีก”หรือ Flange อยู่ที่ด้านบนและล่าง เพียงข้างใดข้างหนึ่ง ไม่ได้นำมาใช้กับโครงสร้างขนาดใหญ่มากนักเหมือนกับเหล็ก H-Beam และ I-Beam เนื่องจากมีจุดรับแรงที่ไม่ใช่จุดตรงกลาง จึงมีความเฉพาะตัวในการใช้งานที่ต่างออกไป อาจนำมาใช้เพื่อเสริมในส่วนโครงสร้างรองที่มีขนาดย่อมลงมาหน่อย ซึ่งจะทำให้อาคารดูมีรายละเอียดที่สวยงามลงตัวขึ้นสำหรับอาคารที่ต้องการโชว์โครงสร้าง
การใช้งาน : จุดรับแรงจะไม่ได้อยู่ตรงกลางเหมือนเหล็กที่มีหน้าตัดสมมาตร จึงมีการใช้งานเฉพาะจุด เช่น นิยมใช้ทำคานบันไดและแปหลังคา ซึ่งถ้าได้รับการออกแบบและคำนวณให้ได้มาตรฐาน เลือกใช้งานได้ถูกจุดจะช่วยลดต้นทุนและน้ำหนักของโครงสร้างได้ และยังได้อาคารที่มีโครงสร้างสวยงามลงตัวขึ้นอีกด้วย
4. เหล็กฉาก (Angle)
ลักษณะ : หน้าตัดของเหล็กฉากนั้นจะเป็นรูปฉากหรือตัวแอลที่มีขาเท่ากัน 2 ด้าน หรือ บางครั้งอาจเรียกเหล็ก L-shaped cross-section นิยมใช้เป็นโครงสร้างอาคารใช้งานในเชิงวิศวกรรม เช่น เสาส่งสัญญาณต่างๆ ในทางสถาปัตยกรรมอาจเลือกใช้เป็นตัวจบในโครงสร้างอาคารหรือคานตัวริม เพื่อความสวยงามและติดตั้งรับแรงได้ตรงจุด
การใช้งาน : ในงานวิศวกรรมนิยมใช้ทำเสาโครงสร้างขนาดใหญ่อย่างเสาไฟฟ้า และเสาส่งสัญญาณวิทยุ เป็นต้น
5. คัท-บีม (Cut-Beam)
ลักษณะ : หน้าตัดเป็นรูปตัว T บางทีเรียกว่า T-Beam ส่วนคำว่า คัท-บีม นั้นมีที่มาจาก กระบวนการผลิต โดยการนำ เอช-บีม มา “ตัด” ครึ่งตรงส่วนแกนกลางที่เรียกว่า “เอว”(web) ก็จะได้เหล็กที่มีหน้าตัดเฉพาะตัว เมื่อเลือกนำมาใช้งานในแนวทางของสถาปัตยกรรมจะได้เส้นสายที่สบายตากว่าเหล็กหน้าตัดอื่นๆ ในบางตำแหน่ง เพราะจะเห็นแค่ส่วนเอวเป็นเส้นเล็กๆ ตามแนวโครงสร้างของอาคาร
การใช้งาน : ในทางวิศวกรรมนิยมใช้ทำโครงถักของส่วนต่างๆ เช่น หลังคา หรือ ช่วงพาดยาว ในงานสถาปัตยกรรมนิยมใช้เป็นคานโครงสร้างรองรับพื้นอาคาร หรือสามารถนำมาใช้เป็นคานของส่วนยื่นที่ไม่ได้รับน้ำหนักมากก็ได้ เช่น กันสาดหน้าต่างขนาดเล็ก เป็นต้น
6. ชีทไพล์ (Sheet Pile)
ลักษณะ : เป็นเหล็กเข็มพืดรีดร้อนที่มีเขี้ยวอยู่ที่ปลายทั้งสองด้านซึ่งสามารถตอกสลับเพื่อเข้าเขี้ยวกันแล้วล็อคต่อกันไปเรื่อยๆได้ จึงเหมาะที่จะนำมาทำโครงสร้างในลักษณะกำแพงที่ต้องรับแรงมากๆ แต่มีเวลาและพื้นที่อย่างจำกัดเพราะชีทไพล์จะมีความแข็งแรงและมีความรวดเร็วในการก่อสร้างกว่าการสร้างแนวกำแพงแบบอื่นๆ
การใช้งาน : ชีทไพล์นิยมทำงานกำแพงดินและแนวป้องกันน้ำท่วม ทั้งแบบชั่วคราวและถาวร เพราะสามารถติดตั้งและถอดประกอบได้รวดเร็วกว่าวิธีอื่น สำหรับแนวกำแพงแบบถาวรนั้นควรพิจารณาในเรื่องของงานสีป้องกันสนิมที่มีคุณภาพสูงด้วย
ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก
Siam Yamoto Steel
บทความที่เกี่ยวข้อง
อยู่บ้านมากขึ้น ก็อยากจัดของในบ้านมากขึ้น อยากแขวนรูปเอย ติดตั้งชั้นวางเอย แต่ไม่รู้จะเจาะหรือยึดด้วยอะไรดี วันนี้เราสรุปมาให้ละจ่ะ
22 ต.ค. 2026
จะรู้ได้ไง... ว่าเครื่องแบบไหน เหมาะกับอันไหนนะ? แล้วกระแสเชื่อมล่ะ... ต้องใช้ไฟแบบไหน ลวดเชื่อมที่เหมาะสมคือแบบไหน ถึงจะได้งานที่สวยปิ๊ง! มาดูกันเลย
23 ต.ค. 2026
ราคาเหล็กขึ้นจากวิกฤตน้ำมันขนาดนี้ จำเป็นต้องหาวิธีลดต้นทุนก่อสร้างที่ทำได้จริง เพื่อรับมือและผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปให้ได้ รู้ก่อน... รับมือได้ก่อน
23 ต.ค. 2026


